Make your own free website on Tripod.com
ข่าว
วิสัยทัศน์
ประวัติ โรงเรียน
สหกรณ์โรงเรียน
บรรยากาศกีฬาสี





     
  วิธีการต่อสู้นัฟซู

ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้สังคมฟอนเฟะอยู่นี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากนัฟซู (อารมณ์ชั่วร้าย) ของบุคคลทั้งสิ้น การที่จะแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการต่อสู้กับนัฟซู ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งเพราะคนมักมองดูแต่ความผิดของผู้อื่นโดยมองข้ามตัวเองไป ทำให้ปัญหายังคงหมักหมมอยู่ เพราะตัวผู้แก้ปัญหาคือตัวปัญหา ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้วิธีการที่จะต่อสู้กับนัฟซู

ประชาชาติอิสลามต้องเข้าใจด้วยแก่นแท้ว่าความชั่วที่เกิดขึ้นนั้นต้นเหตุมาจากนัฟซู ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากนัฟซูทั้งสิ้น เช่น การโอ้อวด อิจฉาริษยา ลำพองใจ การนินทาว่าร้าย เป็นต้น นัฟซูไม่สามารถยับยั้งด้วยกฏหมายหรือการตั้งกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ หรือแก้ไขด้วยการไปออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ถึงแม้ว่าจะมีพละกำลังมากสักปานใดสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ต่อนัฟซู การแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม หรือแก้ไขปัญหาในสังคมที่ฟอนเฟะในปัจจุบันไม่สามารถแก้ด้วยกับการ ปราบปราม หรือจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ นอกเสียจากเราแก้ไขที่นัฟซูเท่านั้น

ถ้ามองถึงความเป็นจริงการต่อสู้กับนัฟซู มันช่างเป็นเรื่องยากลำบากเสียเหลือเกิน มันเป็นเรื่องหนักยิ่งนัก แต่มันก็มีวิธีที่สามารถต่อสู้กับนัฟซูได้

การต่อสู้นัฟซูมี 6 เงื่อนไข

พระองค์อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) ได้กล่าวไว้ว่า “บุคคลใดก็ตามที่ต่อสู้ในหนทางของเราอย่างแท้จริง แน่นอนอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) จะชี้ทางนำให้แก่เขา แท้จริงอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) นั้นอยู่กับคนที่ทำคุณงามความดี”

เนื่องจากนัฟซูเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของมนุษย์มันเป็นหนทางให้กับซัยตอน เพื่อที่จะทำการหลอกลวงมนุษย์ให้หลงผิด ถ้าหากเราต่อสู้กับนัฟซูแต่เรากลับพ่ายแพ้ต่อมันก็เท่ากับว่าเราพ่ายแพ้ต่อการอบรมตัวเราให้เป็นคนดี แล้วเราจะไปอบรมผู้อื่นได้อย่างไร ?

นี่แหละคือ ความล้มเหลวของบรรดาผู้นำ บรรดาครู อาจารย์ พ่อแม่ หรือผู้ที่ทำการอบรมทั้งหลาย ปัญหาอยู่ที่ว่าพวกเขามัวแต่อบรมให้ผู้อื่นให้มีความถูกต้อง เป็นคนดี แต่ตัวเขาเองกลับล้มเหลวในการต่อสู้กับนัฟซู พวกเขาไม่อบรมตัวเองให้สำเร็จเสียก่อน ก่อนที่จะอบรมผู้อื่น ปัญหาในสังคมในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นคือการพ่ายแพ้นัฟซู ถ้าเราพ่ายแพ้นัฟซู เราจะถูกกระตุ้นให้ทำความชั่วอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เราจะต้องมีการอบรมนัฟซูของตัวเรา

แนวทางในการต่อสู้นัฟซู

1. ต้องเข้าใจศาสนา

เราไม่มีความรู้ด้านศาสนา เราก็ไม่รู้ว่านัฟซูคือศัตรูของเรา เราเลยตามใจมัน เราไม่รู้ถึงความต้องการของเรา ไม่รู้ว่าทำสิ่งใดได้สิ่งใดไม่ได้ สิ่งใดฮาลาลสิ่งใดฮารอม แล้วเราก็ไม่รู้จะอบรมนัฟซูอย่างไร

2. ยับยั้งสิ่งที่ไม่ดี

การยับยั้งไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่ดีมันช่างทรมานอย่างยิ่ง เช่นคนที่หัดสูบบุหรี่มาตั้งแต่เล็กๆ เมื่อมีอายุมากหรือแก่เฒ่า คิดจะเลิกสูบบุหรี่ ไม่ใช่ของง่าย มันยากเหลือเกินในการที่จะเลิกบุหรี่ เพราะมันซึมลึกเข้าไปในหัวใจของเราแล้ว

3. สนับสนุนความต้องการในทางบวก

คือสนับสนุนในการกระทำในสิ่งที่ดีของเรา ซึ่งก็ยากเหลือเกินในการที่เราจะทำความดี ดังนั้นเมื่อเราอยากทำดี เราจะต้องรีบให้การสนับสนุนในการทำดีนั้น เช่น การที่เราเห็นคนทุกข์ยากลำบาก เรามีความสงสารอยากจะช่วย เราจะต้องรีบเร่งสนับสนุนทันทีในความคิดนั้น และรีบปฏิบัติในทันที

4. อิสตีกอมะห์ คือทำอย่างต่อเนื่อง

ในการที่เราจะทำการต่อสู้กับนัฟซู ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งนี้เรียกว่าการมูญาฮาดะห์ ในการมูญาฮาดะห์เราจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ในการที่เราทำการละหมาดตะรอเวียะฮ์ เรารู้สึกง่วง เราต้องต่อสู้ฝืนมันจนละหมาดสำเร็จ นั่นแหละคือการมูญาฮาดะห์ แต่เราจะต้องทำการมูญาฮาดะห์อย่างต่อเนื่องไม่ใช่ทำเป็นฤดู คือวันไหนที่เราคิดจะต่อสู้เราก็ทำอย่างจริงๆ จังๆ แต่วันใดที่ขี้เกียจเราก็ทิ้ง เช่น วันไหนเราขยันอยากจะต่อสู้กับนัฟซูเราก็ตื่นละหมาดตะฮัจยุต ตั้งแต่ตี 3 ละหมาดจนถึงซูโบะห์ แต่วันใดที่เราขี้เกียจแม้แต่ละหมาดซูโบะห์เราก็ยังตื่นสาย อย่างนี้แน่นอนการต่อสู้ของเราย่อมพบกับความพ่ายแพ้

5. จำเป็นต้องมีครูมุรชิด (ครูทางจิตวิญญาณ)

เพื่อเป็นที่ปรึกษาในปัญหาต่างๆ คอยให้คำชี้แนะ ให้คำแนะนำในสิ่งที่เราผิดพลาดไป

6. ต้องปฏิบัติในชีวิตจริง

ในการฝึกฝนคนหนึ่งเพื่อทำการเรียนรู้ ท่องจำ ในตัวบทเกี่ยวกับการซอบัร อดทน แต่เราไม่ได้นำพาไปสู่ชีวิตจริง เมื่อเขาเข้าสู่สังคมเขาต้องเจอกับสังคมที่ไม่ดี เขาก็ซอบัรไม่ได้ เพราะในสังคมมีแต่ผู้คนที่คอยเอารัดเอาเปรียบ อิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลา นี่คือสาเหตุที่นักศึกษาที่เรียนอยู่ในสถาบันศาสนาสูงๆ เขาใช้เวลาในการเล่าเรียนเป็นเวลานาน แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาจบออกมาสู่สังคม เขาไม่สามารถปฏิบัติในสิ่งที่เขาร่ำเรียนมาได้ เขาต้องพ่ายแพ้กับมัน ทฤษฏีที่เขาเรียนมาหายหมด เขากลายเป็นทาสของสังคม สภาพของนักศึกษาเหล่านี้เหมือนกับทหารที่มีอาวุธมากมายแต่ไม่ได้เอามาฝึก หรือทดลองใช้มันเลย สักวันหนึ่งเกิดมีสงครามขึ้น แน่นอนพวกเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายศัตรูอย่างแน่นอน

สรุป

ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องฝึกฝนต่อสู้กับนัฟซู ด้วยการที่เราทำการบริการสังคม เปิดโรงเรียน สอนหนังสือ เปิดเนิสซารี เปิดร้านอาหาร เป็นต้น เพื่อที่เราจะได้สามารถเข้าสู่สังคม และเข้าใจมัน เป็นการฝึกการอดทนอดกลั้นต่อสิ่งชั่วร้ายที่มีอยู่ในสังคม แต่ที่สำคัญเราต้องมีครูมุรชิดคอยให้คำแนะนำจนเราสามารถต่อสู้ในสังคมได้ ถ้าเราสามารถทำการปฏิบัติตาม 6 เงื่อนไขนี้ได้ ก็เท่ากับว่าชีวิตของเราครึ่งหนึ่งได้ผ่านการอบรมแล้ว เรากลายเป็นคนดีได้ หลังจากนั้นอีกครึ่งหนึ่งคือการที่เราต้องพิจารณาว่านัฟซูของเรานั้นอยู่ในระดับใด

อบูฟัตแตะห์

 
     
ติดต่อ webmaster : dee_krabz@hotmail.com          © Khundee Lamsub (ขุนดี หลำสุบ)
ม.4/3
ม.4/2
ม.4/1
ม.3/4
ม.3/3
ม.3/2
ม.3/1
ม.2/4
ม.2/3
ม.2/2
ม.2/1
ม.1/4
ม.1/3
ม.1/2
ม.1/1